Home
School Experience
Management Team
Management Policy
Fact at a Glance
Academic Program
ปริญญาตรีบัญชี ภาคปกติ
โครงการปริญญาตรีบัญชี ภาคพิเศษ
โครงการปริญญาโทการบัญชี ภาคพิเศษ
Faculty Member
ประวัติอาจารย์
ผลงานทางวิชาการ
อาจารย์พิเศษ
เจ้าหน้าที่
KM Corner
Download
สำหรับอาจารย์
สำหรับนิสิต
International Affairs
Contact Us
 
คณะบริหารธุรกิจ โครงการปริญญาโทการบัญชี ภาคพิเศษ facebook สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมป์ Chartered Institute of Management Accountants (CIMA)
 
เก็บความรู้มาฝากจาก The 9th International Conference on the Regional Innovation and Cooperation in Asia (RICA) ณ Ritsumeikan University, Kusatsu, Japan :: 18/12/2014

เก็บความรู้มาฝากจาก The 9th International Conference on the Regional Innovation and Cooperation in Asia (RICA) Ritsumeikan University, Kusatsu, Japan

 

ดร. สุธาวัลย์ พฤกษ์อำไพ

          การประชุมวิชาการนานาชาติ The 9th International Conference on the Regional Innovation and Cooperation in Asia (RICA) ได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 21 - 23 พฤศจิกายน 2557 ณ เมืองคูซัสสึ ประเทศญี่ปุ่น การจัดประชุมวิชาการนานาชาติประจำปีดังกล่าว เป็นความร่วมมือกันระหว่าง The Institute of Social Systems, Ritsumeikan University (Japan), Jinan University (China), National Institute of Development Administration (NIDA, Thailand) และ Pusan National University (Korea) โดยในปีนี้ มหาวิทยาลัย Ritsumeikan เป็นเจ้าภาพ โดยปีนี้มีบทความส่งมาเข้าร่วมทั้งสิ้น 48 บทความ ผ่านการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับการตอบรับเข้าร่วมการนำเสนอผลงานจำนวน 28 บทความ

ในการประชุมวิชาการครั้งนี้ ดิฉันได้รับการตอบรับการเข้าร่วมนำเสนอผลงานเรื่อง “Time-Varying Industrial Portfolio Betas under Regime-switching Model: Evidence from the Stock Exchange of Thailand” ซึ่งงานวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนทุนพัฒนาอาจารย์ด้านการวิจัย จากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 โดยงานวิจัยนี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาหลักฐานเชิงประจักษ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของความเสี่ยงในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระหว่างปีพ.ศ. 2548 ถึง 2552 โดยประยุกต์ใช้แบบจำลอง Markov-Switching Model ในการประมาณความเสี่ยงตลาดหรือ เบต้า (Beta) ของดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 8 กลุ่มในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งค่าเบต้าดังกล่าวแสดงถึงความเสี่ยงของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นเมื่อเทียบกับตลาดหลักทรัพย์โดยรวม และในอดีตเราเชื่อว่า ค่าดังกล่าวมีค่าคงที่ตลอดช่วงเวลา ส่งผลให้แบบจำลองกำหนดมูลค่าหลักทรัพย์ (Unconditional Capital Asset Pricing หรือ CAPM) สามารถอธิบายรูปแบบการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม งานวิจัยในปัจจุบันพบว่า ค่าเบต้าดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา นั่นหมายความว่า ความสามารถในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทนของหลักทรัพย์จะลดลงหากผู้วิจัยกำหนดให้เบต้ามีค่าคงที่ และการนำข้อมูลความเสี่ยงและอัตราผลตอบแทนที่ไม่เหมาะสมไปใช้ในจะก่อให้เกิดความคาดเคลื่อนในการกำหนดราคาแฝงของหลักทรัพย์ (Intrinsic value) ตลอดจนการตัดสินใจทางการลงทุนที่ผิดพลาดได้ ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นความสำคัญของการประมาณค่าความเสี่ยงที่เหมาะสมของหลักทรัพย์เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจลงทุน การกระจายสินทรัพย์ในการลงทุนและการจัดพอร์ตการลงทุนเชิงพลวัต ซึ่งจากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า แบบจำลอง Markov-Switching Model มีความสามารถในการประมาณค่าพารามิเตอร์ที่แตกต่างกันในแต่ละ regime ได้ดี ซึ่งงานวิจัยชิ้นนี้ ดิฉันได้แบ่งช่วงเวลาในการศึกษาออกเป็น 2 regimes คือ High beta regime และ Low beta regime เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายและสอดคล้องกับการแบ่งสถานการณ์ในตลาดออกเป็นตลาดหมี (Bear market) และตลาดกระทิง (Bull market) ผลการศึกษาพบว่า ความเสี่ยงตลาดหรือค่าเบต้าของดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 8 กลุ่มในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศมีค่าไม่คงที่และมีความแตกต่างกันในระหว่าง 2 regimes นอกจากนี้ การศึกษาพบว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความสอดคล้องกับเหตุการณ์เชิงเศรษฐกิจเช่น การดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย เป็นต้น ดังนั้น นักลงทุนควรพิจารณานำค่าเบต้าดังกล่าวไปใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุนและการบริหารความเสี่ยง 

นอกจากนี้ ในส่วนของ Plenary session ได้มีการกำหนด Theme หลักเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในภูมิภาคเอเชีย (Economic and Social Development in Asia) ขึ้น โดยมีการนำเสนอบทความจากตัวแทนทั้ง 4 ประเทศ ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่ได้กล่าวถึงความกังวลในการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ซึ่งเป็นปัญหาหลักอย่างหนึ่งที่ประสบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยประเทศญี่ปุ่นเผชิญปัญหาดังกล่าวมามากกว่า 50 ปี เช่นเดียวกับประเทศเกาหลีและไทยที่ในช่วงหลายสิบปีหลังเริ่มเผชิญปัญหาอัตราการเกิดที่ต่ำ และการเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ในการนี้ Prof. Toshiaki Yamai ได้เล่าถึงสถานการณ์และปัญหาที่ประเทศญี่ปุ่นเผชิญในปัจจุบัน ซึ่งแม้ว่า รัฐบาลจะมีการปรับตัวอาทิ การขยายเวลาเกษียณอายุเพิ่มขึ้นเป็น 65 ปี การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้มากขึ้นเพื่อทดแทนการขาดแคลนแรงงาน อีกทั้งการปลูกฝังความมีวินัย การสอนให้รู้จักช่วยเหลือตัวเอง เพื่อลดการพึ่งพึงการให้บริการ อย่างไรก็ตาม ปัญหาปัจจุบันที่พบคือ การจัดเก็บภาษีเงินได้ที่ต่ำลง เนื่องจากจำนวนแรงงานที่อยู่ในวัยทำงานและต้องเสียภาษีมีอัตราลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้รายได้รัฐบาลเริ่มไม่เพียงพอกับรายจ่ายในการจัดสวัสดิการและดูแลประชากรที่ไม่ได้ทำงานแล้ว

สำหรับประเทศไทย Prof. Dararatt Anantanasuwong ได้นำเสนอข้อมูลสถิติประชากรศาสตร์ให้เห็นถึงอัตราการเกิดที่ลดต่ำลง และอัตราส่วนเด็กที่เกิดต่อประชากรเพศหญิงที่ลดลงจาก 6.4 ต่อ 1 คนในปีพ.ศ. 2500 เหลือเพียง 1.6 ต่อ 1 คนในปีพ.ศ. 2544 นอกจากนี้ ยังพบว่าประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะในภาคอุตสาหกรรม แม้ว่าจะมีอุปทานส่วนเกินของแรงงานในภาคเกษตรกรรม แต่แรงงานเหล่านั้นไม่มีทักษะและขาดความพร้อมในการปรับตัวมาทำงานในภาคอุตสาหกรรม ส่งผลให้ภาคอุตสาหกรรมจำต้องพึงพาแรงงานต่างชาติโดยเฉพาะจากประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่า อัตราการออมของประชากรไทยอยู่ในระดับที่ต่ำและประชากรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้และความเข้าใจในทางการเงิน (Lack of financial literacy) ซึ่งในระยะยาว อาจประสบปัญหาในการดำรงชีวิตหลังเกษียณอายุได้ เนื่องจากรัฐบาลไทยยังไม่สามารถให้สวัสดิการหรือเป็นที่พึ่งพึงได้อย่างเพียงพอ Prof. Dararatt Anantanasuwong ได้จบการนำเสนอและกล่าวทิ้งท้ายเกี่ยวกับความท้าทายดังกล่าวที่ประเทศไทยกำลังเผชิญไว้อย่างน่าสนใจ

ในการเข้าร่วมการประชุมวิชาการครั้งนี้ ดิฉันได้รับความรู้และเป็นการเปิดมุมมองให้กว้างขึ้น โดยได้เข้าใจบริบทเชิงเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น ทั้งในมุมมองของประเทศไทยและภูมิภาคอื่นในเอเชีย ซึ่งจุดประกายให้ดิฉันพัฒนางานวิจัยที่เชื่อมโยงแนวคิดทางการเงินและการลงทุนเข้ากับการแก้ปัญหาการออมและการวางแผนการลงทุนเพื่อเกษียณอายุ นอกจากนี้ ในการประชุมดังกล่าว ดิฉันได้พบปะและแลกเปลี่ยนความรู้กับนักวิจัยและนักวิชาการจากหลายประเทศเช่น Prof. Mamduh M. Hanafi จาก Universitas Gadjah Meda ประเทศอินโดนีเซีย ที่มีความชำนาญและความสนใจเกี่ยวกับพฤติกรรมนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อินโดนีเซีย ซึ่งผลการศึกษาดังกล่าวมีความน่าสนใจเกี่ยวกับรูปแบบราคาและผลตอบแทนของหลักทรัพย์ในประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบริษัทน้ำมัน รวมทั้งพฤติกรรมนักลงทุนและการปรับตัวของตลาดหลักทรัพย์ภายหลังวิกฤตการทางการเงินในปีพ.ศ. 2540 พร้อมกับประเทศไทย โดยในอนาคต ดิฉันอาจมีการพัฒนางานวิจัยร่วมกันกับ Prof. Mamduh M. Hanafi เพื่อเปรียบเทียบระหว่างตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย

 

 
  
ภาควิชาบัญชี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
50 ถ.งามวงศ์วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900
โทร. 02-579-5355 ต่อ 1502-1503 โทรสาร. 02-579-5060
email:acct@ku.ac.th